เวลาแห่งการปลดปล่อยฟูลมูนปาร์ตี้ เกาะพะงัน

Full Moon Party เกาะพะงัน

นั้นถือเป็นงานสังสรรค์ระดับตำนาน ซึ่งอันที่จริงแล้วยังมีงานฮาล์ฟมูนปาร์ตี้และงานแบล็คมูนปาร์ตี้ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันอีกด้วย ทำไปทำมาดูเหมือนว่าทุกคนต่างยินดีและเต็มใจจะออกมาฉลองและสนุกสุขสันต์กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าพระจันทร์จะเต็มดวงหรือถูกเมฆบดบังก็ตามที Full Moon Party เป็นงานฉลองคืนพระจันทร์วันเพ็ญ บนชายหาดเกาะพะงัน จัดขึ้นที่หาดริ้น เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทุกๆคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ไม่ใช่งานบวงสรวงใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นงานสนุกสุดเหวี่ยงกันที่ชายหาด เต้นรำ เสียงเพลง ปาร์ตี้ เป็นงานที่มีชื่อเสียงในระดับโลก รู้จักกันดี และนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต่างก็มาหาความอิสระกันในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงบนเกาะพะงัน

กลายเป็นจุดสังสรรค์ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเอเชีย

ถึงขนาดที่ว่าแทบทุกคนวางแผนจะมาสนุกสุดเหวี่ยงบนชายหาดอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งเหล่านักเดินทางจากทั่วโลกต่างร่วมกันดื่ม กิน และเต้นจนถึงโต้รุ่ง ในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมา ปาร์ตี้ดูจะอลังการมากยิ่งขึ้น โดยมีบรรยากาศละม้ายคล้ายงานคาร์นิวาล พร้อมด้วยการแสดงต่างๆ เช่น การกลืนไฟ การเล่นโยนของ และแน่นอนว่าที่พลาดไม่ได้ คือ การจุดพลุไฟแบบไม่ให้ตั้งตัว งานเลี้ยงเลิกราเมื่อพระอาทิตย์เริ่มฉายแสง ได้จัดติดต่อกันมากกว่า 20 กว่าปีแล้ว และตราบใดที่ท้องฟ้ายังคงประดับด้วยจันทรา และชายหาดยังไม่สิ้นหาดทราย ก็ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวจะแห่กันมาที่เกาะพะงันอยู่ไม่ขาดสายเพื่อดื่ม กิน แดนซ์กระจาย และสัมผัสกับความสนุกสนานของค่ำคืนยามพระจันทร์เต็มดวง เหนือท้องฟ้าเมืองไทย นับเป็นจุดที่ดวงจันทร์สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เที่ยงคืนสำหรับปาร์ตี้นี้ถือว่าเร็วเกินไป ราว ตี 2 ถึง ตี 3 คือช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด ร้านรวงที่เน้นขายเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล รียงรายเต็มชายหาด ทุกร้านจะมีรูปแบบเหมือนกันคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอลหลายสิบประเภท โซดา น้ำอัดลม เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ถูกคละเคล้าใส่ถังพลาสติกใบเล็กๆ เมื่อใดที่ดวงจันทร์ได้โผล่พ้นขึ้นจากขอบฟ้าเมื่อไร เวลาแห่งการปลดปล่อยฟูลมูนปาร์ตี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่ามกลางเสียงดนตรีที่อื้ออึง สามารถดีดดิ้น เต้นแร้งเต้นกาได้ตลอดแนวชายหาด เป็นช่วงชีวิตที่อิสระเสรีจริงๆ คละเคล้าไปด้วยเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลากหลายชนิด นี่คือจิตวิญญาณของงานฟูลมูนปาร์ตี้ ไม่มีไรมากกว่านั้นจริงๆ

กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะผู้คนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่มหาศาล ส่งผลให้นักธุรกิจเริ่มหันมาทำธุรกิจด้านสุขภาพกันมากขึ้น อีกทั้งตามโรงพยาบาลต่างๆเริ่มมีกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนไข้มีสภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ช่วยฟื้นฟูสุขภาพหลังจากการรักษา รวมไปถึงกิจกรรมด้านความงามก็เริ่มได้รับความนิยมตามมาด้วย

การท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมด้านสุขภาพรวมอยู่ด้วย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทยยังมีการส่งเสริมให้มีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น สำหรับในประเทศไทยนั้นการท่องเที่ยวรูปแบบนี้ทำให้สามารถเพิ่มพูนรายได้จำนวนมากเข้าสู่ประเทศ และมีโอกาสในการลงทุนมากขึ้น อีกทั้งประเทศไทยยังได้เปรียบเรื่องค่าบริการที่ถูกกว่า ด้วยมาตรฐานระดับสากล และความพร้อมในสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งมีการรองรับนักท่องเที่ยวได้ทั่วถึง

ในหลายๆประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากขึ้น ซึ่งทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้นในทุกๆปี นอกจากจะใช้จ่ายด้านบริการตามโรงพยาบาลต่างๆแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่มาจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อีกทั้งยังมีบริการทางการแพทย์แบบทางเลือกเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เช่น นวดแผนไทย สปา ที่บริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในเมืองไทยด้วย

ในประเทศไทยเองได้มีการขยายตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์ และยังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเรามีความได้เปรียบในด้านบริการมากกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญในการรักษาด้านนี้โดยตรง และด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ รวมทั้งด้านวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวที่นิยมด้านกิจกรรมเชิงสุขภาพให้ความสนใจไม่แพ้ประเทศอื่นๆ

การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน มีแนวโน้มว่าการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในธุรกิจบริการด้านสุขภาพที่มีนักลงทุนชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านการแพทย์ทางเลือก ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมด้านสุขภาพ เช่น ธุรกิจสปา นวดแผนไทย รวมถึงธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆด้วย

ธุรกิจการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวโดยมีชุมชนเป็นส่วนร่วม

การจัดการท่องเที่ยวแบบชุมชนมีส่วนร่วม สามารถดำเนินการได้ในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวทางวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม โดยในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ จะพบว่ามีการจัดการในพื้นที่ที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น บ้านอุ้งฝาง จังหวัดตาก เกาะยาว จังหวัดพังงา เป็นต้น ในขณะที่การจัดบ้านพักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท ทางประวัติศาสตร์และแหล่งท่องเที่ยวทางวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม มักจะดำเนินการด้านการท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์ของชุมชน เช่น บ้านปลายโพงพาง จังหวัดสมุทรสงคราม บ้านเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี บ้านโคกโก่ง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นต้น

กิจกรรมท่องเที่ยวแบบชุมชนมีส่วนร่วมนั้น สิ่งหนึ่ง ชุมชนต้องจัดบริการด้านการมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแบบสังคมชนบท เป็นจุดขายที่สำคัญการจัดกิจกรรมที่พักแบบสัมผัสวัฒนธรรมในชนบท จึงเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในแหล่งชุมชน แต่ต้องอยู่ภายใต้ศักยภาพและความพร้อมของชุมชนเป็นหลัก บริการที่เสนอให้ ได้แก่ วิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายแบบสังคมชนบท วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ความปลอดภัย ความสะอาดห้องพักพร้อมอาหาร และกิจกรรมการท่องเที่ยว

ในการจัดการเป็นการร่วมกิจกรรมที่พักโฮมสเตย์ ที่มีการรวมกลุ่มการจัดตั้งในรูปกลุ่ม ชมรม สหกรณ์ ซึ่งสมาชิกและคนในชุมชนจะต้องมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในด้านการจัดการในแต่ละด้าน ดังนี้

1. บ้านพัก
ควรมีโครงสร้างที่ดี ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ไกลจากเมือง หรือพื้นที่เทศกาล ความเต็มใจของสมาชิกในครอบครัวต่อการรับผู้มาเยือน และควรมีสิ่งต่าง ๆ เช่นที่นอน หมอน น้ำประปา ห้องน้ำสะอาด ฯลฯ  รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
2. การกำหนดระเบียบและข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว
วัฒนธรรม จารีต ประเพณีและความเชื่อของแต่ละชุมชนอาจแตกต่างกัน ดังนั้นการกำหนดระเบียบและข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว เช่นการแต่งกาย การนอน การกำหนดเวลาเข้าออกบ้านพัก อาจจะแตกต่างไปในแต่ละชุมชน
3. การต้อนรับ
คนไทยเป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การต้อนรับนักท่องเที่ยวดุจดังญาติมิตรจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความอบอุ่น ควรมีการจัดพื้นที่ต้อนรับในลักษณะจุดศูนย์กลางของชุมชน เพื่อการดำเนินการต้อนรับ ลงทะเบียน การเข้าพัก หรือการให้ข้อมูลการท่องเที่ยว อาจต้อนรับด้วยวัฒนธรรมประจำถิ่น เช่น ภาคอีสาน / เหนือ ต้อนรับด้วยการบายศรีสู่ขวัญ
4. การสำรองที่พัก
จองทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ การจองที่พักควรได้รับการตอบสนองทันที ควรมีผู้ประสานงานส่งรายละเอียดให้กับนักท่องเที่ยว และแจ้งข้อมูลรายละเอียดให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
5. การลงทะเบียน
ผู้เข้าพักต้องลงทะเบียนเพื่อเป็นหลักฐานและอ้างอิงในอนาคต ส่วนนี้อาจไม่ต้องเป็นรูปแบบเหมือนธุรกิจโรงแรม แต่ควรเป็นข้อมูลแบบง่าย
 6. การบริการอาหาร
เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องพักกับเจ้าของบ้าน อาหารมื้อใดอาหารมื้อหนึ่งจึงมีความจำเป็น การนำเสนอรายการอาหารท้องถิ่นจึงเป็นเสน่ห์และจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อมูลนักท่องเที่ยว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา งบประมาณในการจัดทำอาหาร ปัจจัยฤดูกาล อาหารประจำท้องถิ่นและจำนวนนักท่องเที่ยว

จะเห็นว่า การท่องเที่ยวแบบสัมผัสวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชุมชนในชนบทนั้น เป็นการท่องเที่ยวแบบชุมชนมีส่วนร่วมโดยการรวมกันเป็นกลุ่ม ชมรม หรือสหกรณ์ ในการจัดการบริหารแก่นักท่องเที่ยวที่จะมาสัมผัสวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งชุมชนอาจมีการจัดที่พักหรือเรียกว่า “โฮมสเตย์” ไว้บริการ ทั้งนี้การมีส่วนร่วมในการจัดการ การบริการแก่นักท่องเที่ยวเพื่อแสดงเอกลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต โดยชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมในการจัดการในด้าน ร่วมคิดวางแผน ร่วมทำกิจกรรม ร่วมดำเนินการและร่วมรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ชุมชน

ส่งเสริมการจัดการกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน

ความภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นหรือชาติพันธุ์ของตน

ความร่วมมือและความสามัคคีของคนในชุมชน การมีพื้นที่ทางสังคม ได้รับการยอมรับจากคนภายนอก เป็นหัวใจสำคัญของการดำรงไว้ซึ่งความเป็นชุมชน ช่วยให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมและกำหนดบทบาทของชุมชนต่อการท่องเที่ยว มีกระบวนการในการจัดการความรู้ภายในชุมชน มีการพัฒนาทักษะและเพิ่มเติมความรู้ใหม่ให้กับสมาชิกในชุมชนในการบริหารจัดการท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนภายนอก มีความเชื่อมั่นให้คนในชุมชนในการนำเสนอปัญหาและความต้องการกับหน่วยงานภายนอก เป็นการนำเสนอและสร้างการเรียนรู้แก่ผู้มาเยือน ตลอดจนมีแนวทางปฏิบัติตัวสำหรับนักท่องเที่ยว การที่มีนักท่องเที่ยวสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมคนท้องถิ่น เป็นตัวกระตุ้นอีกทางหนึ่งที่ทำให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจ และมีชีวิตชีวาในการนำเสนอข้อมูล

หากชุมชนมีความพร้อมมีปัจจัยเอื้ออำนวยต่อการเข้ามีบทบาทจัดการการท่องเที่ยวแล้วนั้น ผู้นำชุมชนและแกนนำที่หลากหลาย ตัวแทนกลุ่มต่างๆในชุมชน เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสหกรณ์การเกษตร ฯลฯ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริการส่วนตำบล เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ครูอาจารย์ในโรงเรียน เป็นต้น ร่วมกันประชุมสัมมนาเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งเป็นการผนึกกำลังความคิดสร้างสรรค์ ประสานแนวคิดของทุกคนให้เห็นเป็นภาพเดียวกัน ในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และนำวิสัยทัศน์ที่ได้มากำหนดเป็นเป้าหมาย เป็นทิศทางของการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในระยะต่อไป เนื่องจากการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนภายนอก

ทางเลือกในการจัดการท่องเที่ยวที่ชุมชนเข้ามากำหนดทิศทางของการท่องเที่ยวบนฐานคิดที่ว่าชาวบ้านทุกคนเป็นเจ้าของทรัพยากรและเป็นผู้มีส่วนได้เสียจากการท่องเที่ยว โดยการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นด้านต่างๆไม่ว่า ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตและวิถีการผลิตของชุมชน มาใช้เป็นต้นทุนหรือปัจจัยในการจัดการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้มีความรู้ความสามารถและบทบาทที่สำคัญในการดำเนินงานตั้งแต่การตัดสินใจ การวางแผน การดำเนินงาน การสรุปบทเรียน และมุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืนสู่คนรุ่นลูกหลานและเกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความสามารถในการรองรับของธรรมชาติเป็นสำคัญ

วัตถุประสงค์ของการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน

1. เพื่อให้กิจกรรมการท่องเที่ยว เป็นกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา เป็นกิจกรรมที่เชื่อโยงกับกิจกรรมการพัฒนาชุมชนในรูปแบบอื่นๆ
2. เพื่อให้กิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นตัวกระตุ้นส่งเสริมให้ชุมชนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวได้เข้าใจ ให้คุณค่า ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีของชุมชน
3. เพื่อก่อให้เกิดการรวมตัวกันของคนในชุมชน ที่เผชิญต่อผลกระทบทางการท่องเที่ยวแบบเดิม ให้เข้ามีส่วนร่วมจัดการลดผลกระทบดังกล่าว
4. เพื่อเป็นเครื่องมือการเผยแพร่ให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องของวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตกับสาธารณชนภายนอก

การเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก่อให้เกิดรายได้ให้กับประเทศชาติเป็นจำนวนมหาศาล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเป็นไทย นอกเหนือไปจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีทางด้านการคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร พบว่ามีผู้มาเยี่ยมเยือนประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีการจัดสัมมนาและการประชุมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับการจัดการเรื่องการท่องเที่ยวมากขึ้น

การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมจึงเป็นกระบวนการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น โดยให้ความสำคัญกับระบบความหมายและคุณค่าของวิถีชีวิตมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจ และมุ่งอธิบายความหมายของปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมอย่างเชื่อมโยงกับภูมินิเวศและกำกับด้วยภูมิธรรมที่ลึกซึ้ง อย่างไรก็ตามบริบทโลกาภิวัตน์และอำนาจทุนทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้หลายชุมชนต้องศูนย์เสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งการสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมนั้นย่อมหมายถึง การสูญเสียทั้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และภูมิธรรมที่บรรพบุรุษได้สั่งสมภายใต้เงื่อนไขภูมินิเวศ ในขณะเดียวกันย่อมหมายถึงว่าสังคมที่เข้มแข็งย่อมไม่ควรสูญเสียภูมินิเวศ ภูมิปัญญา และภูมิธรรมที่เป็นฐานรองรับวิถีวัฒนธรรม

การสร้างสรรค์การท่องเที่ยว

โดยวางอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นหรือทุนทางวัฒนธรรมสามารถทำได้โดยหยิบยกเรื่องราวจากประวัติศาสตร์ ศิลปะท้องถิ่น ดนตรีพื้นบ้าน วิถีความเป็นชุมชน วรรณกรรม  สถาปัตยกรรม หัตถกรรม ความงดงามของฝีมือช่าง และอื่นๆ มาจัดการให้เกิดความน่าสนใจสอดคล้องตามคุณค่าของชุมชนหรือเมือง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตรงผ่านการเรียนรู้ผ่านทางการท่องเที่ยว เป็นต้นว่าการได้ใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นการแสดงหรือเป็นสร้างขึ้นมา เพราะความเข้มแข็งของวัฒนธรรมและการจัดการวัฒนธรรมเป็นสิ่งบ่งชี้ที่สำคัญถึงความยั่งยืนของการพัฒนา เมื่อกระแสการพัฒนาประเทศด้วยนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ถูกนำมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของการพัฒนาประเทศ จึงถือเป็นจังหวะดีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในท้องถิ่นจะนำต้นทุนวัฒนธรรมที่มี มาเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไปในรูปแบบของการท่องเที่ยววัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์

ในปัจจุบันการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสชาติพันธุ์และวัฒนธรรมพื้นถิ่นได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นจุดขายที่สำคัญของการท่องเที่ยวในหลายๆประเทศ การเที่ยวป่าและสัมผัสวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา ก็เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้ รับความนิยมมาก นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นอีกมากมายที่มีศักยภาพสูงในการจัดการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ หากมีการดำเนินการอย่างเหมาะสมการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อาจเป็นแหล่งรายได้ที่สามารถกระจายไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆในประเทศไทยได้ ในทางตรงกันข้างหากไม่มีมาตรการรองรับการจัดการท่องเที่ยวให้เหมาะสมแล้ว การท่องเที่ยวในรูปแบบนี้อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้สังคมหรือชุมชนท้องถิ่นเสียสมดุลได้